Meta กำไรต่ำกว่าคาด วูบ 14% สะท้อนตลาดเริ่มกังวล "AI กินกำไร"
Meta กำไรต่ำกว่าคาด วูบ 14% หุ้นร่วงกว่า 9% แม้รายได้โตแรง สะท้อนตลาดเริ่มกังวล "AI กินกำไร"
Meta เผชิญแรงขายทันทีหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 โดยราคาหุ้นร่วงมากกว่า 9% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด และประกาศผลประกอบการ แม้บริษัทจะสร้างรายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และธุรกิจโฆษณายังคงเติบโตแข็งแกร่งแต่สิ่งที่ตลาดกังวลไม่ใช่ "รายได้"
แต่เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันด้าน AI กำลังทำให้ต้นทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างกำไรในระยะสั้น
[รายได้ยังโต แต่กำไรสะดุด]
ไตรมาส 2/69 Meta มีรายได้ 60,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.037 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้
แต่...กำไรสุทธิลดลง 14% เหลือประมาณ 5.31 แสนล้านบาท ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 6.18 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 7.19 ดอลลาร์ ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมถูกมองว่า "ต่ำกว่าคาด"
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ธุรกิจหลักยังสามารถสร้างรายได้เติบโตได้ดี แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกำลังเริ่มกดดันความสามารถในการทำกำไร
[ต้นทุนเพิ่ม 55% เพราะทั้งคดีความและการลงทุน]
ค่าใช้จ่ายรวมของ Meta เพิ่มขึ้นถึง 55% มาอยู่ที่ 42,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีทั้งค่าใช้จ่ายทางกฎหมายประมาณ 2,400 ดอลลาร์ และค่าชดเชยพนักงานจากการปรับลดบุคลากรราว 1,180 ล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่นักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า คือ การลงทุนด้าน AI ที่ยังเร่งตัวต่อเนื่อง เพราะบริษัทกำลังแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Microsoft, Alphabet และ Amazon ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะธุรกิจหลัก Meta ยังมีภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง
โดยจำนวนโฆษณาเพิ่มขึ้น 14% ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อโฆษณาเพิ่มขึ้น 12% ส่วนจำนวนผู้ใช้งานรายวันของ Family of Apps เพิ่มขึ้นเป็น 3,600 ล้านคน
ส่วนนักลงทุนให้น้ำหนักกับแนวโน้มในอนาคตมากกว่าผลประกอบการที่ผ่านมา ซึ่ง Meta คาดว่ารายได้ไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 61,000–64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 63,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดความกังวลว่าการเติบโตของรายได้อาจเริ่มชะลอลง ขณะที่ต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
[นักลงทุนกังวลอาจใช้เงินสด ลงทุน AI มากเกินไป]
อีกประเด็นที่ตลาดจับตาคือการลงทุนด้าน AI Meta ใช้งบลงทุน (Capex) สูงถึง 31,080 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสนี้ เพื่อสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ส่งผลให้กระแสเงินสด ลดลงเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์ จาก 8,550 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
แม้กระแสเงินสดของบริษัทจะยังไม่เข้าสู่ภาวะติดลบ แต่ตัวเลขที่ลดลงอย่างมากสะท้อนว่า Meta กำลังอยู่ในช่วงทุ่มลงทุนหนัก ซึ่งอาจกดดันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นในระยะสั้น
นอกจากนี้ บริษัทยังปรับเพิ่มกรอบงบลงทุนปี 2569 เป็น 130,000 -145,000 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 125,000 -145,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมปรับกรอบค่าใช้จ่ายทั้งปีขึ้นเป็น 165,000 -169,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าการลงทุนด้าน AI ยังไม่มีแนวโน้มชะลอลง
[ท่ามกลางคำถามว่า AI จะสร้างผลตอบแทนได้เมื่อไร?]
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ระบุว่า AI เริ่มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโฆษณา สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และเปิดโอกาสในตลาดลูกค้าองค์กร โดยบริษัทเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว
แต่...สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า AI จะสร้างโอกาสหรือไม่ แต่ "เมื่อไร" ที่การลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นกำไรและกระแสเงินสดที่เติบโตได้จริงผลประกอบการไตรมาสนี้จึงสะท้อนภาพชัดเจนว่า Meta ยังสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้ดี แต่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับอัตราการเติบโตของกำไรมากกว่าการเติบโตเพียงอย่างเดียว
[มุมมองนักวิเคราะห์]
มุมมองของ InnovestX มองว่า แรงขายหุ้น Meta ไม่ได้เกิดจากรายได้ที่อ่อนแอ แต่เกิดจากกำไรที่ถูกกดดัน แนวโน้มรายได้ไตรมาส 3 ที่ต่ำกว่าคาด และความกังวลว่าการลงทุน AI จะใช้เงินสดมากกว่าที่ตลาดยอมรับได้
แต่อีกด้านหนึ่ง การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ Meta อาจเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในห่วงโซ่ AI โดยเฉพาะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย และอุปกรณ์ Data Center แม้ Meta เองอาจยังเผชิญแรงกดดันด้านกระแสเงินสดในระยะใกล้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB